หัวข้อนี้ขอพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแล้วนำมาเล่าให้ฟัง  บางท่านก็อาจจะติว่า ทำไมถึงเอามาเล่า บางเรื่องมันเป็นเรื่องเซ็นส์สิทิฟเกินไป ควรจะเก็บเอาไว้ในใจ  บอกใครไปก็เท่านั้น  แต่เห็นมาเยอะแล้วค่ะ  ที่บอกว่า เล่าทำไมกันน่ะ  บอกทำไมน่ะ  อ้าว ก็มันเรื่องจริงหรือเปล่า หรือคนเล่าเมคเรื่องมาทั้งหมด  หรือเป็นเพราะว่า  เราต่างไม่ยอมรับความจริง ต่างหาก เราถึงทนอ่านไม่ได้ ทนฟังไม่ได้ 

 

ความจริงเป็นสิ่งที่ทนได้ยาก  ความเป็นจริงก็คือทุกข์และสุขที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนั่นแหละ  เหมือนๆ กับที่ได้ประสบ  และเคยพยายามที่จะบอกเล่าเรื่องจริง ที่หลายๆคนยอมรับไม่ได้ ให้หลายคนฟัง  แล้วหลายครั้งที่ได้รับฟีดแบคกลับมา คือ กลายเป็นว่าผู้เล่า มาเล่าเพราะไม่มีความอดทน อดกลั้นต่อเรื่องนั้นๆ  ทั้งๆ เรื่องที่เราเล่าเป็นเรื่องจริง    มันเลยกลายเป็นว่า คนเล่ากลายเป็นคนผิดที่นำเรื่องจริงมาเล่า  ... โอ..สังคมนี่หนอ...ต๊ายฉันรับความจริงไม่ได้(นี่นา)

 

ตอนหลังเลยปล่อยๆ ไปว่า  ก็ลองให้ได้เจอ ให้ได้ประสบกับตนเองเสียก่อนนะ จะเข้าใจว่า ทำไมฉันถึงเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง    และก็เป็นเช่นนั้น วันนึงที่คนที่เคยฟังเรื่องเล่าของเรา  กลับมาเล่าเรื่องทุกข์ๆ ให้ฟัง เพราะได้เจอกับตัวเองบ้าง  ก็ได้ตอบกลับมาว่า  เข้าใจแล้วๆ 

 

มีอยู่วันหนึ่ง ได้ฟังซีดีหลวงพ่อ  ท่านกำลังตรวจการบ้านของญาติโยมท่านนึง   ท่านได้พูดว่า  มันเศร้า ก็ให้รู้ว่ามันเศร้า......... ยอมรับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตสิ รู้มันไปอย่างซื่อๆ นะ  ใช่ค่ะ  เราต้องเรียนรู้ทั้งทุกข์และสุขที่ผ่านเข้ามาในชีวิต  แต่ขณะเดียวกัน  ก็ไม่ใช่ว่า ทุกๆ เรื่องในสังคม เราต้องปล่อยวางมันทั้งหมด  แบบที่เรียกว่า อุเบกขาแบบควาย

  

เคยได้อ่านหนังสือของหลวงพ่อชา สุภัทโท  ... ท่านได้เขียนถึงลูกศิษย์ของท่านว่า  พยายามจะปฏิบัติแล้วให้เข้าถึงอุเบกขา  พระองค์นี้ก็อาศัยกุฏิอยู่  กุฏินั้นหลังคารั่ว  และก็ปล่อยให้รั่วอยู่อย่างนั้น  ไม่ยอมซ่อมแซม  ท่านบอกว่า นี่คือท่านยอมรับมัน และปล่อยวาง มีอุเบกขา  หลวงพ่อชาท่านเห็น ท่านตักเตือนว่า นี่มันอุเบกขาแบบโง่ๆ ไม่มีปัญญานี่  

 

แปลกนะ  ถ้าเรื่องบางเรื่อง  ถูกเล่าผ่านผู้ที่เราเชื่อมั่นว่าท่านมีศีลมากกว่าเรา  ทำไมละ ท่านจึงเล่าเรื่องเหล่านั้นไม่ได้   เราจะมองดูไม่สมควรทันที  แต่ถ้าเรื่องนั้นมาจากคนที่มีแค่ศีลน้อยๆ  เผลอๆ จะมีศีลหรือเปล่าก็ไม่รู้   เรากลับยอมรับที่จะฟัง และกระหายที่จะฟัง   นี่เป็นกฎทางสังคมหรือ เป็นแค่กฎที่เราตั้งขึ้นมาเอง    ถ้าหากเรามองว่า  พระสงฆ์สมควรอยู่เหนือสมมติทางโลก   แล้วเราจะมีพระสงฆ์นักพัฒนาไปทำไม   เราจะมีพระดีดีที่กล้าตีแผ่ชีวิตอย่าง  ท่านเจ้าคุณอลงกตฯ ที่ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์   หรือพระสงฆ์ที่กล้าสู้ชนกับสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างหลวงพ่อพะยอม กัลยาโณ  หรือพระนักปริยัติและนักปฏิบัติที่กล้าที่จะช่วยเหลือสังคมอย่างพระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)  หรือแม้กระทั่งเสาหลักของวงศ์กรรมฐานสายวัดป่า หลวงตาพระมหาบัว ท่านจะลงมาสงเคราะห์ชาติสงเคราะห์โลกทำไม....

 

โลกเราเดี๋ยวนี้มันร้ายกว่าที่คิด  มันมีดีมีชั่วทุกวงการ ....

 

แล้วคุณล่ะ...จะวิ่งหนีความจริง  หรือจะยอมรับทุกสิ่งที่ผ่านมาในชีวิต