ครั้งหนึ่งเคยแอบ"สั่งสอน" บุคคลท่านนึงด้วยเรื่องของพระอรหันต์ที่มีอุปนิสัยติดตัวจากชาติก่อน  เนื่องจากท่านกล่าวหานักบวชด้วยกันว่า มีวาจาไม่สำรวม (ด้วยความเห็นส่วนตัวแท้ๆ เพราะว่าตนเองไม่เคยถูกสอนถูกสั่ง ใครมาสอนเป็นพี่เลี้ยง คอยตักเตือนก็เลยหาว่า มีวาจาไม่งาม)  ก็เลยเล่าเรื่องพระปิลินทวัจฉะ แบบคร่าวๆ ให้ท่านฟังค่ะ

 ที่มา http://84000.org/one/1/41.html

พระปิลินทวัจฉะ เป็นผู้มีปกติเรียกภิกษุด้วยกัน และคฤหัสถ์ทั้งหลายด้วยถ้อยคำว่า
“วสละ” ซึ่งเป็นคำหยาบ หมายถึง “คนถ่อย” โดยมีเรื่องเล่าดังต่อไปนี้:-
วันหนึ่ง ท่านเข้าไปบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ เห็นชายคนหนึ่งถือถาดใส่ดีปรีเต็มถาด
กำลังเข้าไปในเมือง ท่านจึงถามว่า
“แนะเจ้าคนถ่อย ในถาดของท่านนั้นถืออะไร ?”
ชายคนนั้นได้ฟังแล้วก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที จึงตอบไปว่า
“ขี้หนู ครับท่าน”
พระปิลินทวัจฉะ ก็พูดเป็นการรับทราบตามคำของชายคนนั้นว่า
“อ้อ เจ้าคนถ่อย ของนั้นเป็นขี้หนู
ด้วยอำนาจแห่งคุณความเป็นพระอรหันต์ของพระเถระ และคำพูดไม่ดีอันเกิดจากอกุศล
จิตของชายคนนั้น ทำให้ดีปรีในถาดของเขากลายเป็นขี้หนูไปเสียทั้งหมด เขาตกใจมาก เพราะคิด
ขึ้นได้ว่ายังมีดีปรีอยู่ในเกวียนนอกเมืองอีก เมื่อเขากลับไปดูก็พบว่าดีปรีกลายเป็นขี้หนูไปทั้งหมด
จริง ๆ เขาเสียใจเป็นอย่างยิ่งเพราะดีปรีเหล่านั้นเป็นของมีค่ามาก และเขาเตรียมเพื่อจะนำมาขาย
ขณะที่เขาแสดงอาการเสียใจและกำลังโกรธพระเถระอยู่นั้น มีอุบาสกคนหนึ่งเดินผ่านมา สอบ
ถามได้ทราบความแล้วก็เข้าใจเหตุการณ์โดยตลอด จึงแนะนำขึ้นว่า:-
“ดูก่อนสหาย ท่านจงถือถาดขี้หนูนี้ไปยืนรอที่หนทาง ซึ่งพระเถระผ่านมา เมื่อพระเถระ
ผ่านมาเห็นแล้วก็จะถามว่า “แน่เจ้าคนถ่อย ในถาดของท่านนั้นคืออะไร ?”
ท่านก็จงตอบว่า “ดีปรี ครับท่าน”
พระเถระก็จะกล่าวว่า “อ้อ เจ้าคนถ่อย ของนั้นเป็นดีปรี”
อย่างนี้แล้ว ท่านก็จะได้ดีปรีกลับคืนมา
ชายคนนั้นทำตามคำแนะนำของอุบาสก และในที่สุดขี้หนูก็กลับกลายเป็นดีปรีดังเดิม

  • พระเถระถูกเพื่อภิกษุฟ้องพระพุทธเจ้า
    สมัยหนึ่ง เมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ ภิกษุ
    ทั้งหลายพากันเข้าเฝ้าแล้วกราบทูลกล่าวโทษพระปิลินทวัจฉเถระว่า:-
    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระปิลินทวัจฉเถระ มักเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยคำว่า วสละ พระ
    เจ้าข้า”
    พระบรมศาสดา จึงรับสั่งให้พระภิกษุรูปหนึ่งไปเรียกท่านมาแล้วตรัสถามว่า “ดูก่อนปิลิ
    นทวัจฉะ ได้ทราบว่าเธอมักเรียกภิกษุทั้งหลาย ด้วยคำว่า วสละ จริงหรือ ?”
    “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เป็นจริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า”
    พระบรมศาสดา ครั้นได้สดับแล้ว จึงตรัสเล่าถึงบุพกรรมในอดีตชาติอันยาวนานของ
    ท่านให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า
    “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าได้ถือโทษโกรธปิลินทวัจฉะเลย ท่านมิได้มีความโกรธแค้น
    ในตัวเธอทั้งหลายเลย แต่ที่ท่านมักเรียกพวกเธอว่า วสละ นั้น เป็นเพราะในอดีตชาติย้อนหลังไป
    ๕๐๐ ชาติ ท่านก็มักกล่าวอย่างนั้นมาตลอดกาลช้านาน คำนั้นจึงเป็นอุปนิสัยที่ติดตัวท่านมาตั้งแต่
    อดีตชาติ”
  • วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา... 

    ขอบันทึกความดีไว้อย่างนึงค่ะ  เปิดธรรมะให้แม่ฟัง  อย่างน้อย แม่นั่งฟังไป อ่านหนังสือทำขนมไป  จะฟังหรือไม่ได้ฟังก็ยังดีเนอะ  :D

    Comment

    Comment:

    Tweet

    สวัสดีครับทุกๆคนรวมทั้งพี่สาวิกาครับ
    ขอให้เจริญในธรรมครับ

    #6 By ผู้มาใหม่ (114.128.55.251) on 2009-08-01 17:11

    สวัสดีค่ะ big smile

    เมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ก็สนทนาธรรมกับคุณแม่เหมือนกันค่ะ ตักบาตรหน้าบ้านแล้วพาท่านไปวัดแต่เช้า

    เอา CD หลวงพ่อให้ท่านฟังด้วย แต่แม่บอกไม่มีเวลาล่ะ เฮ้อ...แม่ชอบฟังเสียงสวดมนต์มากกว่าค่ะ

    ต้องหาจังหวะบังคับให้ฟังซักทางบ้าง double wink
    เจริญพร...ญาติธรรมทุกท่าน

    เมื่อวันวิสาขบูชา ได้ลงอุโบสถครั้งแรกหลังจากมาพำนักอยู่ที่วัดป่าธาราวิเวก อากาศร้อนมากๆหลังจากนั้นก็เข้าไปในเมืองร้อยเอ็ดวัดวิมลนิวาสเพื่อร่วมพิธีกับคณะสงฆ์ที่วัดวิมลฯ มีพิธีทอดผ้าป่าต้นไม้ ให้พรญาติโยม เจริญพุทธมนต์ เวียนเทียน สวดพลจักรเสริมสิริมงคล เสร็จพิธีกลับถึงวัดธาราก็ห้าทุ่มกว่า

    ญาติโยมชาวร้อยเอ็ดไปเวียนเทียนทำบุญที่วัดเยอะมากและก็พร้อมใจกันแต่งชุดขาวมาวัด สะอาดตาเจริญใจดีแท้

    #4 By ลาภสัมปันโน (202.149.25.225) on 2009-05-09 18:45

    สวัสดีค่ะ ..

    ไปกราบลพ.เพิ่งกลับมาค่ะ ไปคราวนี้แค่ 1 คืน ตอนนี้คนเยอะมาก ๆ ล้นออกไปนอกศาลาทุกวัน ... พักที่วัดหนองเลงเช่นเคย ไปครั้งนี้ได้ฉลองกุฏิใหม่ ที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาด ๆ ในตอนบ่ายของวันวิสาขบูชา กลุ่มพวกเราที่ไป 5 คน ได้พักฉลองเป็นกลุ่มแรก

    ตอนค่ำได้ร่วมเดินเวียนเทียนร่วมกับชาวบ้านแถวนั้นด้วยจำนวนไม่มาก แต่ก็ไม่น้อยนะคะ ... หลังจากที่พระคุณเจ้าได้นำกล่าวคำบูชาถวายดอกไม้ธูปเทียน เดินเวียนเทียนเสร็จเรียบร้อย ท่านนำนั่งสมาธิถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชาด้วย

    มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมาพักอาศัยที่วัดหนองเลง ทั้ง 2 ท่านเดินทางมาจาก จ.ร้อยเอ็ด ตั้งใจมากราบลพ.ปราโมทย์ เดินทางมาโดยไม่มีแผนที่ และไม่รู้ที่ตั้งของสวนสันติธรรม หลงวนเวียนอยู่แถว ๆ นั้นเกือบ 4 ชม.ไปถึงสวนฯ ปิดแล้ว ก้อตั้ง 4 โมงเย็นแล้วอ่ะค่ะ เลยต้องมาขอพักอาศัยที่วัดหนองเลง

    กลางคืนได้สนทนากัน ได้เห็นถึงความตั้งใจในการมากราบลพ.มาก ๆ วันนี้จึงจัดการยกมือแทนให้คุณพี่ผู้ชายได้ขอคำแนะนำจากลพ.ในการจะนำกลับไปปฏิบัติต่อจากของเดิมที่ได้เคยทำไว้ ...รวมทั้งพี่ผู้หญิงได้ยกมือขอรับคำแนะนำจากลพ.ด้วย ทั้ง 2 ท่านปลื้มปีติ และยินดีเป็นอย่างมากค่ะ

    นำบุญกุศลมาฝากทุก ๆ ท่านด้วยนะคะ... และขออนุโมทนากับกุ้งในการที่คอยหมั่นเพียรเปิดซีดีให้คุณแม่ฟัง วันนี้มีลูกพาแม่มาขอคำแนะนำของลพ. ท่านแนะนำให้ฟังซีดีไปเรื่อย ๆ ...และท่านรับรองนะคะว่า "จิตตื่น" แน่นอนค่ะ

    #3 By สาวิกา (124.120.113.206) on 2009-05-09 13:05

    พี่กุ้งคะ...สาธุในความดีค่ะ

    big smile big smile big smile

    #2 By kaew on 2009-05-08 18:02

    อ่า เป็นธรรมที่ดีข้อนึงครับ

    #1 By kitipan on 2009-05-08 15:50