เพื่อนสหธรรมิกผู้หนึ่ง ได้สอนวิธีปฏิบัติเจริญสติกายานุปัสสนาฯ แบบรู้กายด้วยวิธีง่ายๆ เช่น ยกมือ โบกพัดให้รู้สึกการเคลื่อนไหวที่ข้อมือ และลมที่กระทบผิวกาย การเดินให้รู้สึกตัว  การลูบแขนขึ้นลง และให้รู้สึกอย่างเบาๆ วิธีทำสติที่ไม่ใช่การเพ่ง เป็นต้น  จากนั้นก็ได้อธิบายถึงการทำสติให้เกิดมากๆ ความเผลอจะน้อยลง 

มีคำถามอยู่คำถามนึงที่ได้ถามคำถามไปยังเพื่อนสหธรรมิกท่านนี้ ว่า รู้กับเห็นต่างกันอย่างไร?  แต่เราไม่ขอคำตอบทันที โดยบอกว่า จะขอใช้เวลาที่ได้มาภาวนาที่วัดป่าสักระยะเพื่อหาคำตอบด้วยตัวเอง  ตอนนี้เหรอคะ  ก็ผ่านมาได้ราวๆ ยี่สิบกว่าวัน  เริ่มจะมีคำตอบให้เห็นได้ลางๆ ว่า รู้กับเห็นมันแตกต่างกันจริงๆ..  แต่สิ่งที่ยังข้องใจอยู่คือว่า  ต้องเจริญสติมากแค่ไหนจึงจะเห็นรูปและนามอย่างจริงๆจังๆ อย่างที่หลวงพ่อเทียนท่านว่า  มาเคลื่อนไหวเพื่อให้เห็นรูป เห็นนาม เห็นรูปโรค นามโรค

 

มีคำพูดหนึ่งของเพื่อนสหธรรมิกได้บอกไว้ว่า  เมื่อปฏิบัติได้เข้าใจไปในระดับหนึ่ง คือมีจิตรู้เกิดขึ้นแล้ว  จะพบว่า  เราปฏิบัติไปเพื่อที่จะไม่เอาอะไร  ยิ่งทำจะยิ่งเหมือนไม่ได้ทำอะไร  เพราะเราไม่ได้จะเอาอะไร  โสดาฯ สกิทาคาฯ ก็ไม่ได้จะเอาอะไร 

 

สิ่งที่แปลกใจ หรือจะเป็นเรื่องปกติที่เวลาเราไปอยู่ในหมู่นักปฏิบัติที่ไม่ได้ปฏิบัติมาในวิธีปฏิบัติทำนองเดียวกัน มักจะทำให้เกิดคำถามขึ้นอยู่ในใจเสมอๆ ว่า  เอ…หรือว่า เรา..ต่างหากที่ไปไม่ถึงไหนเลย   เพราะคำพูดส่วนมากที่แสดงออกถึงการปฏิบัติภาวนากันในหมู่นักปฏิบัติมักจะพูดถึงสมาธิที่นั่ง หรือเดินจงกรมกันเป็นเวลานานๆ บางคนได้หลายชั่วโมง บางคนดูเหมือนจะมีภูมิธรรมสูง เช่นว่า ภาวนาได้เก่ง ปฏิบัติดี จนเราเองนั้นแทบจะแทรกตัวหนีไปจากวงสนทนา ด้วยความที่เรากลับนั่งยกมือยกแขน ทำการเคลื่อนไหว รู้กายรู้ใจ หลับตาก็ไม่ได้หลับ เดินจงกรมก็เหมือนเดินเล่นๆ  พยายามจะทำความรู้สึกตัว รู้สึกที่ใจ  บางครั้งเขาพากันนั่งสมาธิหลังสวดมนต์วัตรเย็น  ฟังเทศน์ไปด้วย นั่งกันเป็นชั่วโมงๆ เรากลับแอบๆ ที่จะขยับนิ้ว ขยับมือสร้างจังหวะ  ถ้ามืดสักหน่อย ไม่มีแสงให้เห็นก็ยกแขนสร้างจังหวะตามรูปแบบ ลืมตาทำไปจนกว่าจะจบกัณฑ์เทศน์  ไม่ได้ฟังเลยสักนิด เอาแต่ยกมือ พลิกมือให้รู้สึกตามไป ได้ยินเสียงพระเทศน์บ้าง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง  รู้แต่ว่ามีเสียงมากระทบที่หู แต่เราเอาแต่รู้สึกที่กาย รู้สึกว่าใจหนีไปคิด  แล้วก็จบชั่วโมงกันไป  บางทีก็หนีออกไปเดิน..ไม่อยากนั่งรวมในศาลา บางครั้งก็อายๆ ที่ไม่สามารถนั่งสมาธิหลับตาอย่างกับเขาได้

 

วันก่อนมาเดินจงกรมที่กุฏิ มีระยะก้าวเดินเพียงประมาณสิบก้าวเท่านั้น เดินกลับไปกลับมา แต่เดินเอาสติ เปิดวิทยุฟังไปด้วย  เจอธรรมะหลวงพ่อพุธท่านพูดว่า การปฏิบัติมีหลายแบบ และแบบนึงที่ท่านเห็นด้วยคือมีสติกำหนดในชีวิตประจำวันไปเลย  เออ…ใจมันมานะ ครูบาอาจารย์รุ่นเก่าท่านก็ยังบอกว่า ทำแบบนี้ก็ได้  ไม่ใช่แต่หลวงพ่อที่เราเคารพในปัจจุบันเท่านั้นที่ท่านพยายามสอน ซึ่งคงจะได้ผลกับคนในเมืองเสียส่วนใหญ่ 

 

วันที่เรามาที่ถ้ำพระเวสแรกๆ นั้นเราแทบจะขอกลับบ้านเร็วๆ ด้วยความที่มีการขู่ว่า หากว่าเราไม่ภาวนาพุทโธ ไม่บริกรรมพุทโธ  แต่ปฏิบัติสายอื่น  หรือแม้กระทั่งพระที่เคยมาภาวนาที่นี่ไม่ใช่พระป่าสายการปฏิบัติแบบพุทโธก็จะอยู่ไม่ได้  มีอันต้องรีบเผ่นออกจากที่นี่ ด้วยว่าภูมิเจ้าที่ เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ต้อนรับ   และได้พูดว่า หากเป็นพระสายนิกายหลงมา ก็จะอยู่ไม่ได้อีก ถึงแม้ว่าจะเป็นพระปฏิบัติกรรมฐานก็ตาม …อ้าว…งั้นเราจะอยู่ได้ไงน๊อ  เราไม่ได้เว้า พุทโธ ..เรามีครูบาอาจารย์ที่ทั้งเป็นนิกายคือหลวงพ่อเทียน ถึงแม้ท่านจะเป็นพระป่า  เรามีครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ดูลย์ แต่ท่านกลับบอกว่าท่านไม่ถึอเรื่องนิกายเป็นสำคัญ  เอ…  ภูมิเจ้าที่ เทวดาทั้งหลายเขาจะขับไล่เราไหมนะ  หากว่าเราปฏิบัตินั่งยกมือยกแขน มันจะผิดแผกแตกต่างสร้างความกังวลให้เจ้าของสถานที่หรือเปล่าน๊อ

 

ก็ผ่านไปยี่สิบกว่าวัน  เราก็ผ่านมาได้ สติเกิดหรือไม่เกิดก็แล้วแต่เราจะสร้างจังหวะได้แนบแน่นมากขึ้น ต่อเนื่องมากขึ้นหรือเปล่าเท่านั้น  สิ่งที่ต้องต่อสู้คือ ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้น  ให้มันเห็นว่ามันเกิดขึ้น ดับไป เกิดและดับ ไม่เพ่งใคร มีแต่ย้อนมาดูกายดูใจเราเองจะดีที่สุด ไม่ได้คาดหวังว่าภาวนาจะเอาหรือไม่เอาอะไร  ทุกอย่างเหมือนว่า เราจะรู้ว่า หลายๆคนพูดถึงเรื่อง อัตตาตัวตนต้องไม่มี  การทำอย่างโน้นอย่างนี้ เพราะว่ามีอัตตาตัวตน  แต่เราก็สัมผัสได้ว่า ยังไม่มีใครที่บอกได้ว่า เขาจะละไอ้เจ้าอัตตาตัวตนนี้ได้ยังไง  เหมือนๆ ว่า มันเป็นของที่ยากเย็นเข็ญใจ ให้ตายก็ไม่มีทางละ  ก็แล้วแต่จะพูดกันว่า  เพราะมีอัตตาตัวตน  ทั้งๆ ที่ทำไมล่ะ ทำไมจะไม่พยายามปฏิบัติเพื่อที่จะให้ย้อนกลับมาดูกายดูใจ เพื่อหาทางละมัน หรือเขาละแล้วก็ไม่รู้…

Comment

Comment:

Tweet

สงสัยมากจนเครียดไปหลายรอบเลยล่ะค่ะ สงสัยจนถอดใจว่า หรือต้องไปทำชาติต่อๆไปซะแล้ว

ทำไปเถอะ..ชาตินี้นี่แหละ มาก-น้อย ขยัน-ขี้เกียจ ก็ทำไปตามสติ-กำลังของเราอย่ามัวแต่ไปมองผู้อื่น
ดูที่กายที่ใจเรานี่แหละ หาหลักให้ใจตนเมื่อจับหลักได้แล้ว...ทำๆไป เจรญสติประจำวันได้ทุกลมหายใจ ทุกอารมณ์ที่เกิด..นั่นแล่ะครูเรา

#3 By lap (115.67.133.65) on 2009-08-06 19:58

เวลาฟังซีดี แล้วได้ยินหลายคนส่งการบ้านว่าเห็นอย่างโน้นอย่างนี้ เด็กหัดเดินก็อดเปรียบเทียบไม่ได้นะคะ ว่าทำไมเราถึงไม่เห็นอะไรเลย สงสัยทำผิด

สงสัยมากจนเครียดไปหลายรอบเลยล่ะค่ะ สงสัยจนถอดใจว่า หรือต้องไปทำชาติต่อๆไปซะแล้ว

สุดท้ายก็...ศึกษาไปเรื่อยๆค่ะ คิดถึงเรื่องนี้ได้ทุกวัน "ทำยังไงน้า ถึงจะดี ถึงจะรู้สึกตัวได้บ่อยๆ" question พยายามได้ทุกวัน หลงทางหรือเปล่าก็ไม่รู้นะเนี่ย

แต่อาศัยว่า ไม่ให้ใจหนักเกินไป รู้หรือไม่รู้ ตัวเองน่าจะรู้นะคะ คิดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ ก็ทำให้รู้บ่อยเหมือนกัน (เพราะว่าหลงบ่อยด้วยค่ะ)

สู้สู้นะคะ สนุกกับการสังเกตตัวเองไปทุกวันด้วยกันค่ะ big smile
แวะมาอนุโมทนาค่ะ ยังระลึกถึงคุณกุ้งอยู่เสมอ ๆ นะคะ

แอบ ๆ มาดูว่ากลับมาจากวัดหรือยังด้วยค่ะ

#1 By benyapa (69.198.106.6) on 2009-08-04 05:22