ผู้เขียนใช้เวลาช่วงสั้นๆ ไปฝึกอบรมจิตใจดูจิต ดูกาย เจริญสติที่วัดถ้ำพระเวสในช่วงเริ่มต้นของเข้าพรรษาเป็นเวลาสี่สิบกว่าวันค่ะ

ถ้ำพระเวส เป็นชื่อที่คุ้นหูมานานมากสำหรับใครที่ได้อ่านประวัติการปฏิบัติธรรมของพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายกรรมฐานหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น  ครูบาอาจารย์หลายสิบองค์ท่านมักจะธุดงค์ผ่านมาพำนักภาวนาที่ถ้ำพระเวส และก็มีหลายองค์ที่ท่านได้ดวงตาเห็นธรรม ณ สถานที่นี้   บรรดาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ได้เคยมาที่นี่ก็ได้แก่  หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล  หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่หล้า, หลวงปู่แหวน, หลวงตาพระมหาบัว, หลวงปู่ศรี, หลวงปู่หิน , หลวงปู่เหรียญ , หลวงปู่เทสก์ , หลวงปู่จันทร์แรม, เป็นต้น  คงบอกรายชื่อครูบาอาจารย์ไม่ได้หมดหรอกค่ะ

ปัจจุบันถ้ำพระเวสขึ้นทะเบียนเป็นวัดแล้ว ได้รับความเมตตาจากหลวงปู่เหรียญตั้งชื่อวัดเป็นทางการว่า “วัดธรรมบรรพต (ถ้ำพระเวส) ธ.” ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒  เจ้าอาวาสปัจจุบันคือ พระครูพิทักษ์ธรรมบรรพต (ทัศนัย วรปญฺโญ หรือพระอาจารย์แว่น) อายุ 39 ปี 17 พรรษา

 

การได้ไปที่ถ้ำพระเวสนี้นับว่าคุ้มค่าจริงๆ ค่ะ นอกจากจะไปภาวนาแล้ว ก็ยังไปช่วยงานคอมพิวเตอร์ เว็บไซด์ ทำกับข้าว แผ้วถางหญ้า ทำทางขึ้นลงบนเขา ขับรถ ปลูกต้นไม้ และช่วยในด้านแรงงานอื่นๆ ตอนแรกที่ไปกะว่าจะไปภาวนากับทำงานเว็บไซด์อย่างเดียว  ครูบาโต้งบอกว่า ทางวัดนั้นมีโยมคุณหมอประภาส ที่รพ.เรณูเป็นเจ้าของเว็บไซด์ แต่ว่าผู้ที่เป็นคนเขียนเว็บนั้นไม่ค่อยมีเวลา  ได้ผู้เขียนไปช่วยอัพเดทบ้างก็จะดี   แรกๆ ก็เกรงใจมากค่ะ คือเราคิดว่า คุณหมอแกมีศรัทธาที่จะสร้างเว็บให้กับทางวัด  ครั้นจะให้เราไปแตะไปแก้ไขอะไร เกรงว่าจะไปสร้างความลำบากใจ หรือขัดทางบุญ  ปรากฏว่า คุณหมอบอกว่า โห ..ผมโชคดีมากที่คุณขึ้นมาช่วย  เพราะลำพังปริ้นจดหมายให้วัดแผ่นเดียว หมอก็มีศรัทธาวิ่งรถจากเรณูขึ้นมาส่งถ้ำพระเวส ต้องเสียเวลางาน เหนื่อย แต่อาศัยว่าใจบุญมากค่ะ

เข้าพรรษาปี ๒๕๕๒ มีอะไรสนุกๆเยอะ

ผู้เขียนมาถึงวัดถ้ำพระเวสเช้าวันที่ ๒ กรกฎาคมค่ะ  นั่งรถบขส มาลงที่สามแยกนาแก ขนของทั้งกระเป๋าเสื้อผ้า และlaser printer อีกตัว ได้รถสกายแล็บตรงแยกนาแกขึ้นเขา  ปกติเขาไม่ค่อยจะมาส่งกันหรอกค่ะ เพราะทางก็ขึ้นเขา แถมยังไกลอีกต่างหาก  ตอนแรกคิดว่าใกล้ๆ ที่ไหนได้ พอวิ่งเข้ามาจากทางเข้าตรงด้านข้างสถานีตำรวจภูธรนาแก โห…ไกลมาก ขึ้นเขาอีกต่างหาก

วัดถ้ำพระเวสก็อยู่บนเทือกเขาภูพานค่ะ  เชื่อมั้ยว่า สมัยที่ตระเวณหาวัดที่จะให้ครูบาโต้งมาบวช ทำไมเราไม่ค้นพบว่ามีวัดธรรมยุตอยู่ที่นาแกเลย  ทำไมเราผ่านนาแกไปซะงั้น  มาคราวนี้เราพบว่ามีวัดธรรมยุตจากเดิมที่เกิดจากครูบาอาจารย์ท่านธุดงค์ผ่านมาพำนักภาวนา จนได้ตั้งเป็นสำนักสงฆ์ เป็นวัด  ในแถบเทือกภูพานบริเวณถ้ำพระเวสนั้น ในพื้นที่5-6 ตารางกิโลเมตร มีวัดถึง 7-8 วัดทีเดียว เรียกว่า ขึ้นเขาจากถ้ำพระเวส เดินขึ้นไป ก็ไปทะลุวัดถ้ำสูงก็ได้ ทะลุวัดดานสาวคอย (มหานิกาย) ก็ได้

มาถึงที่ถ้ำพระเวสมีเรื่องประหลาดใจหลายเรื่อง  ตั้งแต่จากทางแยกขึ้นเขามา สวนทางกับพระที่กำลังเดินลงบิณฑบาตค่ะ  มีครูบาฯท่านนึง ทักว่า “มาทำไมเหรอโยม”  พอบอกท่านว่าจะมาภาวนาที่นี่สักระยะ ท่านก็ถามว่า “ใช่ที่มาจากคุณแม่ทองใบหรือเปล่า”  ผู้เขียนนิ่งไปพักนึง ก็ตอบว่า “ใช่ค่ะ”  ท่านก็บอกว่า เออ..รีบไปคุณแม่รออยู่

เอ้า..งงอีกละ เรื่องที่ถามว่ามาจากคุณแม่ทองใบ หมายถึงแม่ชีทองใบวัดดอนธาตุ ผู้เขียนก็รู้จัก  เอ..หรือว่าครูบาโต้งบอกทางถ้ำพระเวสว่าผู้เขียนเคยอยู่กับคุณแม่ทองใบไว้ก่อนหรือเปล่า

พอไปถึง”คุณแม่” ซึ่งก็คือ คุณแม่เครือ แม่ของพระอาจารย์แว่น ออกมาต้อนรับพร้อมเรียกไปช่วยทำกับข้าวทันที  หลังจากแนะนำตัวว่า เป็นอดีตแม่บ้านของครูบาโต้ง มาพักภาวนาที่นี่ ก็เลยทราบว่า คนที่พระท่านนึกว่าผู้เขียนเป็นนั้น  เป็นอีกคนนึงค่ะ ที่รู้จักดี ซึ่งกำลังจะตามมาภาวนาที่นี่ในอีกสองสามวันข้างหน้า เผอิญว่า เรียกชื่อเหมือนกัน สร้างความสับสนไม่เบาทีเดียว

“คุณแม่” บอกว่า ที่นี่ตอนนี้มีพระหกรูป เณร หนึ่ง และจะมีคนมาบวชอีกหนึ่ง มีแม่ชีสองคนคือ คุณยายชี (คุณยายของพระอาจารย์แว่น) และแม่ชีตุ่น ซึ่งมักเดินทางไปภาวนาหรือทำบุญตามที่ต่างๆ เสมอ กำลังจะกลับมาในไม่กี่วัน

กุฏิที่อยู่ก็ได้รับความเมตตาให้อยู่กุฏิของคุณแม่ตุ่น  โดยคุณแม่ตุ่นจะย้ายไปอยู่อีกกุฏินึงแทนให้  เพราะกุฏินี้มีความสะดวกสบายตรงห้องน้ำสามารถเดินไปเข้าได้เลยไม่ต้องลงมาจากกุฏิ  มีระเบียงสามารถเดินจงกรมระยะสั้นๆ ได้สบายๆค่ะ

เรื่องหนักใจคือ อืมม์  กลัวตุ๊กแก  หนอย…มันมีตุ๊กแกประจำกุฏิอยู่สองตัวค่ะ ตัวใหญ่ตัว ตัวเล็กตัว  แต่มันก็ดีนะ  คือต้องสื่อสารกันไว้ก่อนว่า  เฮ้ย..ห้ามรบกวนกันนะ  ที่ใครที่มัน  ห้ามส่งเสียงร้อง เพราะจะตกใจ  แปลกมากเลย..มันก็เหมือนจะรู้เรื่อง หลังจากวันแรกที่โผล่มาทำเอาตกใจ  วันหลัง มันก็เจียมเนื้อเจียมตัว รู้เวลาทำมาหากิน ไม่รบกวน ออกไปหากินเวลาที่เราเดินออกไปสวดมนต์  กลับมาอยู่ที่เดิมเวลาที่เราออกไปทำกับข้าวตอนเช้า  แน่ะ..เป็นเวลามั๊ย น่ารักมาก…

เสียงเมืองว่าดังแล้ว  เสียงป่าลั่นดังกว่ามาก

เคยได้ยินได้ฟังหลวงพ่อปราโมทย์ท่านว่า  จริงๆ แล้วเสียงของป่าจะเป็นเสียงที่ดังมาก  เอ๊ะ สงสัยจะจริง…วันสองสามวันแรกๆ แทบบ้าเลยค่ะ  เคยชินกับเสียงรถยนต์ที่วิ่งหน้าบ้าน คุ้นจนมันเงียบ  พอมาอยู่กับความเงียบ กลับได้ยินเสียงแมลง เสียงจิ้งหรีด เรไร เสียงความเงียบของป่า แต่จริงๆ มันคือ “ป่าลั่น”  ลั่นด้วยความเงียบ กลายเป็นความดังของเสียงที่เราไม่ได้สัมผัสมานาน เมื่อก่อนอยู่ที่เขาศาลายังไม่ได้ยินเสียงป่าดังขนาดนี้ หรือตอนอยู่ที่ดอนธาตุก็ไม่ได้ยิน

นอกจากเสียงป่าแล้ว  ยังมีอีกเสียงนึงที่ดังผสมผสานไปด้วย คือเสียงของจิตที่มันคิด  ตัวนี้ทรมาณมาก  สติที่กระจาย ยังไม่ตั้งมั่น ผสมกับความกังวลบางอย่างทำให้มีแต่เสียงความคิดดังตลอดเวลา จนคืนนึงนี่ร้องไห้เลยค่ะ ทนไม่ไหว

ความสนุกเริ่มเกิด

หลังจากที่คิดแล้วคิดอีกว่า สงสัยจะอยู่ไม่ได้แล้วมั๊ง  เพราะว่ามันเหงาสุดขีด ก็ได้ข่าวว่า จะมีคนมาภาวนาที่นี่ด้วย  อ้อ..ไม่ใช่ใครเลยค่ะ  คนนี้รู้จักกันที่ดอนธาตุ  คุณแม่ทองใบส่งมา อ้าวได้หมู่(เพื่อน) ภาวนาแล้ว …

คุณกุงนั่นเอง...

อีกอาทิตย์กว่าๆ ถัดมา ยิ่งสนุกขึ้นไปอีก เมื่อมีสาวบ้านเกิดเมืองนครพนม แต่ใจเป็นชาวกรุงเทพ หลบภัยทางจิตใจมาหัดปฏิบัติธรรม หัดเข้าวัด  เรื่องสนุกก็เริ่มเกิด...  ตอนหน้าจะเล่าให้ฟังต่อค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

เคยมานั่งวิปัสสนา...ตอนเป็นสามเณร

#3 By มหาประสิทธิ์ (118.174.52.84) on 2011-02-19 14:28

ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ

รูปบนเป็นภาพบนถ้ำพระเวส ตรงบริเวณที่เป็นถ้ำที่ครูบาอาจารย์มาภาวนาค่ะ

ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าตรงบริเวณทีมีต้นเฟิร์นนี้ ห้ามตัด ห้ามถอน แม้จะเหี่ยวเฉาไปยังไงก็ห้ามทำอะไร เพราะเป็นทางเข้าออกของพญานาค

#2 By Nonsoul & Khont9 on 2009-08-17 21:09

นานๆเข้ามาที
แวะมาลงชื่อว่ากำลังเท้าคางนั่งรออ่านตอนต่อไปค่ะ big smile

รูปข้างบน..รูปแรก คุ้นๆจัง ไม่รู้เคยเห็นที่ไหน ไม่เคยไปหรอกนะคะ

อนุโมทนาสาธุด้วยค่ะที่ไปช่วยงานวัดตั้งหลายอย่างแน่ะ อ่านแล้วปลื้มใจตามไปด้วยเลย

ขอบคุณคำแนะนำของคุณ lap ใน entry ก่อนผ่านทาง entry นี้ด้วยนะคะ คือ อยู่ๆมันก็ไม่ยอมรู้สึกตัวซะงั้น หลายวันเชียว sad smile แต่เริ่มดีขึ้นแล้วล่ะ