บทเรียนบทแรก


เรื่องนี้ต้องขออนุญาตเพื่อนนักปฏิบัติที่ได้ไปปฏิบัติธรรมที่ถ้ำพระเวส นำมาเล่าให้เป็นบทเรียนเพื่อที่เราควรจะต้องทำตัวให้ถูกต้องนะคะ

บนถ้ำพระเวส ตรงส่วนที่เป็นถ้ำที่ครูบาอาจารย์มาภาวนานั้น  มีข้อห้ามว่า ห้ามผู้หญิงขึ้นไปที่ถ้ำคนเดียว โดยไม่มีผู้ชาย หรือมีพระอยู่บนถ้ำ  เคยเกิดเหตุมาแล้วค่ะ  ถ้ามีใครขึ้นไป โดยที่ไม่เชื่อฟัง  น้ำซับตามธรรมชาติจะไม่ไหลเลย   (ตามปกติ น้ำซับที่ไหลออกมาตรงปลายถ้ำ เรียกว่า ถ้ำเยี่ยวไก่นั้น จะมีน้ำไหลออกมาตลอดเวลา เป็นน้ำที่นำลงมาใช้ในวัดด้วย) อันนี้เป็นความอัศจรรย์อย่างนึง

เวลาจะขึ้นไปทำเว็บไซด์ จะต้องขึ้นไปบนถ้ำนี่ล่ะค่ะ เพราะเป็นจุดที่รับสัญญาณโทรศัพท์ได้ดีที่สุด  เพราะงั้นถ้าจะขึ้นก็ต้องมีคนไปด้วย  หรือไม่ก็ต้องมีพระอยู่บนถ้ำตั้งแต่สององค์ขึ้นไป

ครั้งนึง กุ้งก็ขึ้นไปทำงานตามปกติ  เรียกว่า ทุกเช้าจะถามพระท่านว่า วันนี้ออฟฟิศเปิดมั๊ย ?? เพราะว่า ไฟฟ้าที่วัดยังไม่มีค่ะ  อาศัยไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์  แถมตอนนี้แบตตารี่เริ่มเสื่อม  เก็บไฟได้น้อยลง  เลยต้องรอโอกาสว่า แดดออกเหมาะเจาะ พอจะเปิดไฟบนถ้ำได้  ระยะหลังนี่แทบไม่ได้เปิดเลยค่ะ  ถ้าใครจะชาร์ตแบตมือถือก็ต้องรอฝากกันขึ้นมาชาร์ตบนถ้ำ  คราวนี้ก็ขึ้นไปพร้อมกับพี่นักปฏิบัติอีกคนซึ่งยังไม่เคยขึ้นไปบนถ้ำ

กุ้งก็นั่งทำคอมพ์ตามปกติ  ส่วนพี่เขาก็เลี่ยงไปนั่งสมาธิอยู่ข้างหลัง  แต่วันนั้นมีญาติโยมขึ้นมากราบพระบนถ้ำหลายคณะ  หลังจากที่อยู่บนถ้ำกันนานพอสมควร  พระอาจารย์แว่นท่านก็ให้โอวาทเรื่องการภาวนาที่ต้องจำเอาไว้เลยค่ะ

ท่านบอกว่า  เวลากลางวันอย่างนี้  การที่เรามานั่งสมาธิบนถ้ำ ซึ่งมีญาติโยมขึ้นมากราบพระ  เป็นข้อด้อยมากกว่าเป็นข้อดี  เพราะจิตใจคนเราคิดไม่เหมือนกัน  บางคนเขาอนุโมทนา แต่บางคนเขาอาจจะไม่  และการมานั่งสมาธิแบบนี้มันจะกลายเป็นการโอ้อวดมากกว่าจะเป็นการมาหาความสงบ

พระอาจารย์บอกว่า ถ้าเราภาวนาเป็น  อยู่ที่ไหน ทำงานอะไรก็ภาวนาได้ตลอดเวลา...

 

บททดสอบภายในใจ

ว่ากันว่าการทำความเพียรให้ยิ่งยวดมีหลายอย่าง  ซึ่งแล้วแต่จริตของนักปฏิบัติแต่ละท่าน   บางท่านนิยมเดินจงกรมมากๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง  บางท่านก็นั่งสมาธิติดต่อกันโดยไม่ขยับหลายชั่วโมง เพื่อฝึกเอาเวทนา  บางท่านถือเนสัชชิ ไม่ล้มตัวลงนอน  บางท่านอดอาหาร บางท่านปิดวาจา..

 

เคยอ่านในหนังสือของหลวงตามหาบัว  ท่านบอกว่า ท่านถูกกับการอดอาหาร ทำความเพียรได้ดี    ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ท่านก็มีนโยบาย มีแนวทางในการทำความเพียรแตกต่างกัน

 

มีอยู่เรื่องนึงที่เราไม่ค่อยเห็นด้วยคือ  การปิดวาจา  ในหมู่นักปฏิบัติที่ต้องอยู่ร่วมหมู่กันมากๆ และยังต้องรับใช้ครูบาอาจารย์ด้วย  อันนี้เราค่อนข้างจะคัดค้าน(ในใจ)ว่า อย่าเลย.. อย่าสร้างความลำบากให้กับตนเอง และคนอื่น ถ้าหากว่าท่านไม่ปลีกตัวไปอยู่คนเดียว  ก็เคยอ่านในหนังสือครูบาอาจารย์อีกนั่นแหละที่ท่านว่าเอาว่า   การปิดวาจานั้น ถ้ามัวแต่หาปากการมาเขียนแทนคำตอบ ถ้ามีใครถามอะไร ก็ไม่ใช่ปิดวาจาแล้ว  ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า มันไม่ได้ปิดวาจาหรอก เพราะใจมันยังพูดอยู่

 

การผ่อนอาหาร ..การอดอาหาร  เป็นที่นิยมในหมู่พระและนักปฏิบัติ  เราสังเกตมาหลายทีแล้วว่า  มีเรื่องของการผ่อนหรืออดอาหารทีไร มันมีสองแง่มุมมองให้เห็นอยู่เรื่อยเลยเชียว… หนึ่งคือ อนุโมทนาด้วย ที่อดเพื่อทำความเพียร… สองคือ ไม่รู้สึกอนุโมทนาด้วยมีติดหมั่นไส้แถมท้าย  อันหลังนี่ค่อนข้างจะรุนแรงสักหน่อย  แต่มันเห็นจริงๆ น่ะ

เคยอ่านอีกแหละ ว่าครูบาอาจารย์ท่านจะบอกว่า การอดต้องทำให้ออกจากใจ ว่า อดเพื่อที่จะละกิเลส  แต่อย่าอดเพื่ออวดหมู่เพื่อน ว่า “กูเก่ง” แถมยังสร้างกิเลสเพิ่มอัตตาอีกด้วย 

ที่เขียนขึ้นมาไม่ใช่ว่า หมั่นไส้ หรืออิจฉาคนที่อดได้  แต่มันมีเหตุว่า  ทำไมเราจึงเลือกปฏิบัติที่จะอนุโมทนากับบางคนที่อดอาหาร และไม่อนุโมทนากับผู้ที่ทำความเพียรด้วยวิธีอื่น หรือไม่อนุโมทนากับบางคนที่อดอาหารเช่นกัน    

เหตุมันมีอยู่เหมือนกันที่เขียนขึ้นด้วยอาการน้อยใจอยู่ว่า  ครั้นเราเองทำความดีเช่นกัน แต่เสมือนปิดทองอยู่หลังพระ  ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครอนุโมทนาด้วย  เมื่อตอนที่เราทำความเพียรเมื่อพรรษาก่อน เราอดสี่วัน แต่เราลุกขึ้นทำกับข้าวถวายพระตั้งแต่ตีสี่ทุกวัน โดยไม่มีเว้น  แม้ว่าจะได้บอกล่วงหน้าว่า อาจจะมาไม่ได้นะ เพราะจะอดอาหาร  แต่ก็มีจิตที่อยากจะทำด้วยหน้าที่และไม่อยากจะเบียดเบียนหน้าที่ไปให้แม่ครัวต้องเหนื่อยทำคนเดียว  อันนี้..เราก็ไม่เค้ย ไม่เคยทวงหาคำอนุโมทนาสาธุ หรือได้ยิน  ผิดกับบางคนนะ แค่ลงมือจะปฏิบัติ ยังมีคนเห็นใจว่า ไม่ต้องลงมาครัวหรอก ทำความเพียรไปเถอะ  แต่กับบางคน(อันนี้ไม่ใช่ข้าพเจ้านะ แต่เป็นท่านอื่น ที่ข้าพเจ้าเห็น)  ที่เขาทำกับข้าว ตื่นมาลงครัวก็คนแรก แต่ไม่ได้กินเพราะทำความเพียรเช่นกัน กลับไม่มีเสียงอนุโมทนาด้วย  หรือแม้แต่ว่า เราคิดจะทำความเพียรเช่นกัน แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะทำ เป็นอันคิดว่า คิดเอาใหม่ก็ดีนะ  

สรุป..ตรงนี้คือ  ข้อเขียนของคนที่ใจมีน้อย…

Comment

Comment:

Tweet

อนุโมทนาค่ะ

เคยได้ยินครูบาอาจารย์ท่านว่า พวกที่เรียกตัวเองว่านักปฏิบัตินี่แหล่ะตัวดี

ชอบทำให้ใครเห็นว่า ตัวเองมีมาดนักปฏิบัติ
ที่ไหนได้ ปฏิบัติแบบกิเลสหนังไม่ถลอก

บีบี กำลังอ่านหนังสือ ประวัติหลวงปู่ดูลย์ อตุโล
รู้สึกชื่นชมในปฏิปทาของท่าน ตลอดจนครูบาอาจารย์วัดป่า เหลือเกิน

แม้จะมีคนบางพวกที่ไม่ชอบ มีปฏิกิริยาต่อต้านทั้งต่อหน้าและลับหลัง แต่ท่านก็ยังไม่หวั่นไหว

ลูกศิษย์ลูกหาหรือคนที่พบเห็นก็ยังว่า ท่านเป็นผู้ที่เสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยต้องการชื่อเสียง อยู่ง่ายๆ สงบ ๆ ภาวนาของท่านไปเรื่อย ๆ แต่ใครมาหาท่าน ท่านก็ช่วเหลือ

อ่านแล้วก็มีความสุข สงบตามท่านไปด้วย ท่านเป็นตัวอย่างให้เราได้เห็นว่า ไม่ต้องเด่นดัง มีชื่อเสียงให้ใครรู้จัก ถ้าเราดีของเรา เราก็ได้ดี คนที่เค้าเห็นในความดี เค้าก็เห็นเอง

ขอให้เจริญในธรรมนะคะ big smile

#4 By LovelyBeBe on 2009-08-29 03:54

ครูบาอาจารย์ท่านก็พร่ำสอนให้เบิ่งเจ้าของ ดูที่ใจตนเอง
ขอให้ผู้ปฏิบัติ(จริง)จงตั้งมั่นในแนวทางที่เรากระทำเพียรอยู่ รู้ตืน รู้ตัว ทั่วพร้อม น้อมรำลึกคุณพระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์ อย่างสม่ำเสมอ ขี้เกียจ-ขยันก็หมั่นทำไป...สาธุ

#3 By lap (111.84.74.165) on 2009-08-26 12:16

#2 By l (111.84.74.165) on 2009-08-26 12:06

ตื่นเต้นกับ Solar cell น่ะ big smile

เรื่องอด อดจนชินเพราะแถวที่พักไม่ค่อยมีอะไรให้กิน (น่ากิน)น่ะค่ะquestion ถ้าวันไหนถือศีล 8 จะเงียบๆ ไม่กล้าบอกเพื่อนว่าไม่กินอะไรหลังมื้อกลางวัน ถ้าเขาชวนก็บ่ายเบี่ยงไป ไม่ได้หลบซ่อนหรอกนะ แต่เกรงว่าเขาไม่เข้าใจมากกว่า ไม่รู้ว่าแบบนี้ จะเรียกว่าละหรือไม่ละกิเลสน่ะค่ะ

คนทั่วไป คงไม่รู้เท่าไหร่มั้งคะว่าความเพียรมีหลายรูปแบบ มักคิดกันว่าถ้าถือศีล 8 ได้ครบ หรือภาวนาตามรูปแบบได้นาน ก็น่าจะเป็นนักปฏิบัติที่ดี surprised smile