Dhamma

จริงๆ ก็ว่าจะเขียนเรื่องสี่สิบสองวันที่ถ้ำพระเวสตอนที่ 4 ต่อ  แต่ก็อดไม่ได้ว่า เวลามันผ่านไปนานๆ มันก็ลืมเรื่องราวที่ผ่านมาเหมือนกัน  อนิจจังเนอะ...

 

อันนี้ก็เกี่ยวเนื่องอยู่ในสถานที่นั้นแหละค่ะ  มีอะไรที่เห็นไม่เหมาะสม หรือเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็เลยนำมาเล่าให้ฟัง พอที่จะได้พิจารณากันว่า  ฤา..ว่าหนทางแห่งความเจริญทางพุทธศาสนาจะไม่ถึงไหน

ยกตัวอย่าง... เรื่องอัตตาของมนุษย์ปุถุชน  ซึ่งเห็นได้จากในวัดซึ่งมีสามเณรมาอยู่ด้วย  เราซึ่งเป็นฆราวาส แม้ว่าจะเป็นผู้สูงวัยกว่า จะเป็นพี่ เป็นแม่ เป็นป้า เป็นยาย  ให้เป็นแม่บังเกิดเกล้าด้วยซ้ำ ก็สมควรจะก้มลงกราบสามเณรได้   หรือจะเป็นพระสงฆ์ที่เพิ่งบวชใหม่ มีอายุอานามประมาณว่าบวชเมื่อแก่  ก็สมควรที่จะกราบไหว้ และขอโอวาทจากพระที่มีพรรษาสูงกว่า แม้จะมีอายุรุ่นราวคราวลูก   การที่พระพุทธองค์ท่านบัญญัติให้พระแม้จะบวชใหม่แค่วันเดียว แต่บรรลุเป็นอรหันต์แล้ว ก็ต้องกราบพระพรรษาสูงกว่า (จริงๆ ภาษาที่ถูกต้องต้องใช้คำว่า "ภันเต" เพราะคำว่า "อาวุโส" นั้นใช้เรียกพระที่พรรษาน้อยกว่า  ภาษาไทยเอามาพูดกันผิดๆ)  ทั้งนี้เพื่อให้เคารพซึ่งกันและกัน 

นั่นแหละค่ะ  ที่ผู้เขียนเห็นก็คือ  สามเณรนั้น เขาก็เป็นสามเณร เป็นนักบวช เพียงแต่ว่าตัวเล็ก อายุเพียงแค่สิบสองปี  ถือศีล 10 แต่กลับได้รับการปฏิบัติจากญาติโยมเสมือนเขาเป็นแค่เด็กคนนึงซึ่งเหมือนกับมาขออาศัยอยู่ที่วัด  

นักปฏิบัติ อย่างนึงนะคะ ที่ได้รับคำสอนคำสั่งจากครูบาอาจารย์คือ การลดมานะอัตตาของตน  และการมองดูตนเอง มองให้เห็นอัตตาของตน  เราสามารถจะยกมือไหว้เด็กได้  (ซึ่งจริงๆ ก็สมควรทำ เพราะเขาเป็นเณร แล้วเราเป็นแค่ฆราวาส) สำรวมเวลาพูดจากับเณรสักนิดเถอะค่ะ ใครจะไปรู้ว่า ในอนาคต เขาอาจจะเป็นพระเถระระดับสูงองค์นึงในวงการศาสนาพุทธบ้านเราก็ได้ 

 เวลาที่เรารับถาดอาหารจากพระ ตอนที่ท่านพิจารณาอาหารตักลงในบาตร  เราจะรับถาดมาเพื่อนำไปรับประทานต่อ  เรายังยกมือไหว้รับจากท่านได้   ทำไมเราจะยกมือไหว้ รับจากเณรไม่ได้คะ  ลดตัวตนลงสักนิดเถอะค่ะผู้ใหญ่ทั้งหลาย....